CM. Go Club & School
ชมรมและโรงเรียนสอนหมากล้อมซีเอ็ม. โกะ ยินดีต้อนรับผู้ที่สนใจในหมากล้อมทุกคน จัดสอนโดยนักหมากล้อมระดับดั้ง ดูหลักสูตร

ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ตรงข้ามโรงเรียนยุพราช ในโรงแรมแอทเชียงใหม่ ติดต่อสอบถาม

บางส่วนจากนิตยสาร ADAY BULLETIN ISSUE 133 (4-10 FEB 2011) รูปการเว็ป Executive GO Club (Bangkok)
Page
« 1 (2)
ผู้เขียน : kennabee
Article ID : 14
ผู้ชม : ทุกคน
รุ่น 1.00.01
ประกาศวันที่: 2011/3/22 22:40:00
คนอ่าน : 3443


Click to see original Image in a new window


การทำธุรกิจถึงเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวของคนรุ่นใหม่ก็แลดูเป็น Business War มากๆ

ไม่เอาวิธีคิดแบบนี้ผมไม่เห็นด้วย ว่าการทำธุรกิจต้องห้ำหั่นกัน มันไม่จริงเลย เราควรจะคิดว่าธุรกิจคือ บริหาร เราบริหารลูกค้าให้ดีที่สุดก็พอ ยกตัวอย่างการค้าตั้งแต่โบราณ เราไปเอาของจากที่หนึ่งด้วยความยากลำบาก ต้องเสี่ยงภัยมากมาย เราไปซื้อถูกมาเพื่อขายแพง พอเราขายแพงเท่าไหร่ เงินที่ได้ก็ถือว่าเป็นค่าบริการ อุตสาหกรรมก็เหมือนกัน เราก็ไปรวบรวมวัตถุดิบเพื่อสร้างสินค้า แล้วก็ขายเอากำไร กำไรส่วนนั้นก็คือค่าบริการ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดการกักตุน แทนที่จะขายวันนี้ได้ราคานี้ เราไม่พอใจ เราจะกักตุนขายวันอื่นที่คนต้องการ หรือขาดแคลน เพื่อกำไรมากกว่า ตรงนี้เรียกว่าการพนัน เพราะคุณกำลังเสี่ยงกับสิ่งที่คุณอาจจะได้หรืออาจจะเสียไปเลย หรือสร้างตึกแล้วแทนที่จะขายเพื่อเอาเงินไปใช้แบงก์ คุณกลับ กั๊กห้องไว้ส่วนหนึ่ง รอเวลากำไรเพื่อขายได้เยอะๆ แต่ใครจะไปรู้ อยู่ๆ อาจจะเกิดวิกฤติกีฬาสีขึ้นมา ซับไพรม์เกิดขึ้น คนซื้อหนีหมด ไอ้ที่คุณควรจะขายหมดก็อาจจะไม่ได้นี่เหละคือการพนัน เพราะ คุณอาจจะได้หรือเสียก็ได้แบบนี้มันไม่ใช่เพื่อธุรกิจ คำว่าธุรกิจคือการบริการนี่ใช้ได้กับทุกวงการ ไม่ใช่แค่โรงแรม ร้านอาหาร เพราะกำไรที่คุณได้มาก็คือค่าบริการนั่นเอง แล้วถ้าหากคุณได้กำไรด้วยการไปทำลายคู่แข่งยิ่งไม่ใช่ธุรกิจใหญ่ มันคือการฟาดฟันกัน เพราะการแข่งมันควรจะเป็นไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของตัวเอง ผมมองว่าอะไรก็ตามที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อบริการผู้ซื้อลูกค้า นอกเหนือจากนั้นย่อมไม่ใช่ธุรกิจ เก็บ กักตุน จึงไม่ใช่ธุรกิจ ธุรกิจจริงๆ คือการบริการ

อนาคตคิดว่าเซเว่นฯ จะเป็นอย่างไร

ก็เติบโตไปแบบนี้ วันนี้มีเกือบ 6000 สาขาแล้ว และเมืองไทยยังไปได้อีกเยอะ ขนาดญี่ปุ่นมีประชากรมากกว่าไทยเท่าตัว เขามีเซเว่นฯ 12000 สาขา มีแบรนด์อื่นๆ อีกรวมกันเกือบ 60000 แห่ง แต่ประเทศไทยวันนี้มีเซเว่นฯ และทุกแบรนด์รวมกันเกือบ 10000 เรายังเติบโตได้อีก เซเว่นฯเองก็เหมือนกัน ผมมองว่ารวมกันทุกแบรนด์แล้ว คอนวิเนียนสโตร์เหล่านี้น่าจะมีได้ถึงครึ่งหนึ่งของญี่ปุ่น

เป็นผู้บริหารมืออาชีพมาทั้งชีวิตไม่เคยมีสักครั้งเลยเหรอคะที่อยากไปทำธุรกิจเอง

เคยคิดสมัยเด็กๆ ก็คิดไปตามวัยน่ะ แต่พอเรามาจับเซเว่นฯ ตอน 40 เรากลับหลงเสน่ห์เซเว่นฯ คน เพราะเราได้ดูแลคนเป็นหมื่นๆคน เรามีความรู้สึกว่าคนเป็นหมื่นนี้คือลูกหลานเรา มันเลยผูกพัน อยากให้เขามีความสุขในการทำงาน แล้วงานก็จะดี เพราะทุกคนรักงาน รักกัน และทุ่มเทให้งาน มันก็ทำให้ผมอยากทำงานตรงนี้มากกว่าทำให้ตัวเอง รวยไปกว่านี้ 10 เท่า ผมเชื่อว่าถ้าองค์กรแข็งแรงผู้บริหารไม่จำเป็นต้องรวยมากหรอก มีพอกินพอใช้แต่สามารถไปช่วยคนอื่นได้ และประเทศชาติมีองค์กรแบบนี้เยอะๆ ก็จะดี ประเทศก็แข็งแรง แต่ทุกวันนี้พอวิกฤตมา ล้มกัน 80-90% ก็ แปลว่าองค์กรไม่แข็งแรงพอ ดังนั้น ถ้าเราบริหารองค์กรให้แข็งแรง สังคมก็แข็งแรง ประเทศชาติก็แข็งแรง แล้วเราก็มีแค่พอกินพอใช้ มีความภูมิใจในงานของเรา เพราะงานก็ต้องมีคนทำ แล้วเราก็สามารถนำคนหมู่มากให้มาทำงานชิ้นนี้ได้ มันก็เป็นความสำเร็จในชีวิตนะ ผมสนุกกับการทำให้สาขามีเพิ่มมากขึ้นหลายๆ แห่ง มากกว่าจะทำให้ตัวเองมีคนเดียว เมื่อเรามีสาขาเยอะ มีลูกน้องเยอะ พลังเราก็เพิ่ม แต่เมื่อมีพลังเพิ่มเราไม่ไปรังแกใคร เราไปสร้างงานให้คนอื่น ทุกวันนี้ 7 ล้านคนต่อวัน ไม่ซ้ำหน้า เข้ามาใช้บริการเซเว่นฯ และต่อเดือนจะมีคนเข้า 20 ล้านคนนะครับ ซึ่งเราพอใจกับสิ่งที่เราทำมาก

อยากทราบว่า เวลามีวิกฤตต่างๆ เข้ามา คุณรับมืออย่างไร อะไรคือสัญชาตญาณแรก

ผมจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ลุกลามจนถึงขั้นวิกฤต ผมจะรับรู้ปัญหาของทีมทุกอาทิตย์ ปัญหาเล็กหรือกลางเกิดขึ้นแล้ว ก็แปลว่าต้องแก้ระบบการทำงาน แก้เล็กแก้น้อยก็ต้องแก้ มันจะไม่มีการหมักหมมจนกลายเป็นวิกฤตใหญ่ ซุนหวู่พูดเลยว่า ยอดผู้นำจะไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ที่โด่งดังคือจอมทัพและที่จอมทัพโด่งดังเพราะเขาสามารถพลิกสถานการณ์ที่ แย่หรือใกล้แพ้ให้กลายเป็นผู้ชนะ แล้วก็มีคนแซ่ซ้องชมเชย แต่นั่นคือผู้นำที่ไม่ดีนะ(หัวเราะ) ถึง ได้ปล่อยให้เหตุการณ์มันลุกลาม บานปลายจะตายอยู่แล้วถึงไปพลิกมัน ยอดคนที่เก่งจริงต้องไม่พากองทัพเข้าไปสู่จุดอับ ดังนั้นผู้บริหารที่ดีต้องไม่ปล่อยให้เกิดวิกฤตร้ายแรงในองค์กร เพราะนั่นแปลว่ามันเกิดจากปัญหาที่สะสมและหมักหมม การบริการงานที่ดีต้องคอยระวังคอยดู ปัญหามันต้องถูกแก้เป็นระยะๆ และผู้บริหารต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นองค์กรบ้าง ถ้าไม่รับรู้ วันหนึ่งก็จะเกิดปัญหาบานปลายเสียหายกันไปทั้งองค์กรเวลาเกิดปัญหาที่ผู้ บริโภคร้องเรียนสินค้าและไปออกสื่อก็เพราะแบบนี้ เพราะผู้บริหารไม่รับรู้ปัญหาตั้งแต่ต้น

แปลว่าธุรกิจหลายๆ อย่างที่ล้ม ถ้ามองกันจริงๆ มันแก้ได้ตั้งแต่ต้นเวลาใช่ไหม

ถูกต้อง อย่าไปคิดว่าผู้บริหารใหญ่ไม่ต้องรับรู้เรื่องจุกกิจ สุดท้ายก็ต้องรับกรรมไง เพราะผู้บริหารต้องดูแล วางระบบงานว่าถ้าเกิดปัญหานี้ใครจะดูแล ใครจะแก้ ถ้าระดับนี้แก้ไม่ได้ ต้องขึ้นมาอีกระดับช่วย เป็นต้น ถ้าคิดแค่ว่าผู้บริหารไม่ต้องทำอะไรคนอื่นแก้ไปก่อน หรือคิดว่าเรื่องแบบนี้มันน่าจะจบไปตั้งแต่ตรงนั้นแล้ว ไม่ควรมาถึงผม แล้วถามหน่อย ถ้าลูกน้องแก้ปัญหาให้หมด แล้วคุณทำอะไร? คุณก็เรียกประชุม เฮฮา กินกาแฟกันเหรอ การบริหารมันทำง่ายๆ แบบนี้เหรอ? ผู้บริหารมันคือหัวหน้าทีมการแก้ปัญหานะ มันคือหน้าที่ของคุณ แล้วก็ควรแก้ปัญหาตั้งแต่ยังน้อยๆให้หมดไปด้วย ไม่ใช่รอจนวิกฤต

แล้วพอพลิกฟื้นได้ก็เป็นฮีโร่

ฮีโร่แบบนี้แหละคือคนที่ทำให้องค์กรตกอยู่ในที่นั่งลำบาก

0
Page
« 1 (2)
หน้าพิมพ์ส่ง ส่งบทความนี้ให้เพื่อน
CM. Go Room
สินค้าหมากล้อม