CM. Go Club & School
ชมรมและโรงเรียนสอนหมากล้อมซีเอ็ม. โกะ ยินดีต้อนรับผู้ที่สนใจในหมากล้อมทุกคน จัดสอนโดยนักหมากล้อมระดับดั้ง ดูหลักสูตร

ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ตรงข้ามโรงเรียนยุพราช ในโรงแรมแอทเชียงใหม่ ติดต่อสอบถาม

บางส่วนจากนิตยสาร ADAY BULLETIN ISSUE 133 (4-10 FEB 2011) รูปการเว็ป Executive GO Club (Bangkok)
ผู้เขียน : kennabee
Article ID : 13
ผู้ชม : ทุกคน
รุ่น 1.00.08
ประกาศวันที่: 2011/3/22 21:50:00
คนอ่าน : 2082

ก่อศักดิ์ โชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) คือคนไทยเชื้อสายจีนที่ยอมรับด้วยความภาคภูมิใจว่า เขานับถือและเคารพภูมิปัญญาชนชาติตะวันออกอย่างจีน และยึดถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตและการทำงานจนประสบความสำเร็จมาโดยตลอด หนึ่งในผลงานบริหารระดับสุดยอดของเขาเห็นจะไม่พ้นการสร้างอาณาจักรอย่างเซเว่น อีเลฟเว่น ร้านสะดวกซื้อที่ผุดขึ้นทุกหัวระแหงจนฉลองครบเกือบ 6,000 สาขา เมื่อไม่นานมานี้และนับวันยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

Click to see original Image in a new window

ล่าสุดผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น ท่านนี้ ยังได้รับรางวัลผู้บริหารสูงสุดยอดเยี่ยม (Best CEO Awards) ประเภทบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ประจำปี 2010 จาก นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในพิธีประกาศและมอบรางวัล SET Award 2010 จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับวารสารการเงินธนาคารด้วย ทั้งนี้รางวัล Best CEO ที่มีความเป็นผู้นำยอดเยี่ยมที่นำพาองค์กรสู่ความสำเร็จ และเป็นผู้ยึดถือหลักคุณธรรมในการบริหารองค์กรรวมถึงการมีวิสัยทัศน์ความสามารถ เชิงกลยุทธ์ ตลอดจนเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญต่อสังคมและธุรกิจ และการให้ความใส่ใจกับกิจกรรมด้านนักลงทุนสัมพันธ์เป็นอย่างดี

ทำไมคุณถึงเป็นซีอีโอที่เชื่อหลักการบริหารแบบโลกตะวันออก

ลูกทีมของบริษัทเราทั้งหมด 98% เป็นคนตะวันออก ซึ่งไม่เคยไปเรียนเมืองนอก ไม่เคยไปประเทศตะวันตก เรามีวิถีชีวิต วิธีคิด อารมณ์ความรู้สึกแบบคนตะวันออก ลูกค้าที่เข้าร้านแซเว่นเรากว่าร้อยละ 95 ก็เป็นคนตะวันออก คือคนไทยคนจีน ดังนั้น เราก็จะบริหารด้วยการเข้าใจคนโลกตะวันออก

ปรัชญาหรือหลักการมองของคนตะวันออกที่น่าสนใจคืออะไร

ในตะวันตกนี่เขาจะเสมอภาคกันเมื่อไม่ได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชา หรือนอกเวลางานแม้จะอยู่บริษัทเดียวกัน ถ้าออกไปข้างนอกวันหยุดก็จะไม่มีเรื่องการบังคับบัญชา แต่ถ้าอยู่ในเวลางาน เขาจะคุมกันเหมือนกองทัพ นี่คือวิถีชีวิตเขา กลายเป็นว่าเวลาอยู่ข้างนอก สูงต่ำ ตำแหน่งจะเท่ากันหมด แต่ถ้าทำงานจะมาเล่นหัวหรือมากันเองไม่ได้แล้ว แต่ทางตะวันออกจะตรงกันข้ามผมมองว่าเราต้องการการทำงานที่มีการบังคับบัญชาจริง แต่ต้องมีการบังคับบัญชาและสั่งการกันอย่างเอื้ออาทร ลูกน้องจึงรู้สึกเต็มใจที่จะถูกสั่งงาน เพราะเขารู้ว่าคนที่เป็นนายเขารู้สึกเห็นอกเห็นใจ ห่วงใยความรู้สึกของลูกทีม เขาก็จะทำงานแบบทุ่มเทได้เต็มที่

แล้วในแง่ของกลยุทธ์การบริหารล่ะ

ก็อย่างที่ผมอธิบายมาทั้งหมดนี่แหละ ถ้าเราต้องการให้ลูกน้องทำงานอย่างเต็มที่ การบังคับบัญชาต้องเป็นแบบห่วงใยด้วย แต่เวลาออกข้างนอกถ้าลูกน้องไปเห็นนายแล้วจะไปตบหัวตบไหล่แบบนี้ไม่ได้นะ นี่คือตรงกันข้ามกับตะวันตกเลยเพราะเราถือว่าแม้แต่นอกเวลางาน ถ้าต่อหน้าคนนอกลูกน้องก็ต้องแสดงถึงความเคารพด้วย เราเรียกร้องในสิ่งที่ไม่เหมือนกันกับตะวันตก ผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งในเวลาทำงานและข้างนอกต่อหน้าคนอื่น แต่ขณะเดียวกันเมื่อมาทำงานก็ต้องเป็นเจ้านายกับลูกน้องที่เอื้ออาทรกัน เรามีวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนตะวันตก คุณจะมาสั่งการลูกน้องแบบแห้งแล้ง ไม่มีการเอาใจใส่กันไม่ได้เพราะมันจะไม่ได้ใจคนทำงาน

ทำไมกลายเป็นว่าซีอีโอหรือพนักงานส่วนใหญ่ 98% ไม่ได้จบเมืองนอกล่ะคะ เป็นนโยบายหรืออะไร

เพราะคนที่อยู่กับเรา ถ้าใครทำงานดี เราก็เลื่อนตำแหน่งให้ แต่ไม่ได้เลื่อนเพราะเขาเรียนสูงหรือจบนอกมาถึงจะได้โอกาสสูงกว่าคนอื่น ทุกคนต้องมาพิสูจน์ด้วยผลงาน คนมีผลงานดีสำหรับผมคือคนที่ทำงานเป็นทีมได้ดีด้วยนะ เพราะเขาต้องเข้าใจวัฒนธรรมและจิตใจคนที่ทำงานด้วยกัน งานมันถึงจะออกมาดี สมมติมีสองทีม หัวหน้าทีมคนหนึ่งเป็นตะวันตกจ๋า อีกคนเป็นตะวันออก สุดท้ายกลายเป็นว่าหัวหน้าทีมที่เป็นตะวันตกจ๋ากลับเข้ากับลูกน้องได้ไม่ดีเท่าไหร่ พลังทั้งทีมมันก็ด้อยกว่าเราไม่ได้สนใจหรอกว่าใครจบที่ไหน เราดูที่ผลงาน แต่คนที่ทำงานกับเราก็มีคนที่จบจากมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศเหมือนกัน จบฮาวาร์ดมาก็มี แต่เราไม่ได้เอาใบดีกรีมาเป็นตัววัดที่สำคัญ

บังเอิญมากๆ ว่าวันนี้ที่สัมภาษณ์อยู่นี้ เครือซีพีครบรอบ 90 ปี อยากทราบว่าบริษัทอยู่มานานขนาดนี้ ผ่านวิกฤตมาก็เยอะทำได้อย่างไร

เอาง่ายๆ ว่าหนึ่งเครือก็ย่อมมีหลายหน่วยงานและก็ต้องผ่านมาหลายวิกฤต อย่างเฉพาะที่เซเว่นฯ เรา วิกฤตที่หนักที่สุดคือ ตอนแรกๆ ที่เราขาดทุนทั้งหมด 27 สาขาแรก หลังจากก่อตั้งมาปีครึ่งเราขาดทุนทุกเดือน แล้ว คนก็เข้าๆ ออกๆ หรือเทิร์นโอเวอร์สูงมากๆ คนลาออกกันเดือนละ 10-20%บริษัทจะขยายได้อย่างไร เพราะที่เรามีอยู่ 27 สาขาก็รับมือไม่ไหวแล้ว ลูกค้าก็ไม่แฮปปี้ เพราะพนักงานก็บริการได้ไม่ถูกใจ เรียกว่าแค่แก้ปัญหาเรื่องที่ไม่ดีทั้งหมดที่ว่านี่ก็แย่แล้ว เราก็เลยมาดูปัญหาเรา แล้วพบว่าพนักงานที่เรารับมาทำงานมีตั้งแต่เด็กเพิ่งจบม.ต้น บางคนจบ ม.ปลาย เขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีอนาคตแล้ว เพราะไม่มีโอกาสเรียนต่อ พอคนเราไม่มีความหวังเสียแล้ว ก็จะทำอะไรแบบซังกะตายเราก็ต้องกลับมาคิดว่า เออ ลูกเรา เรายังส่งเขาเรียนเต็มที่ เพราะเรามีรายได้เพียงพอ แต่เด็กที่มาทำงานกับเราเขาจะมีอนาคตได้อย่างไรถ้าเขาไม่ได้เรียน แต่ขณะเดียวกันเขาก็ต้องทำงานด้วยถึงจะมีเงินเลี้ยงตัวเอง แต่ถ้าเขามาทำงาน เขาจะเรียนได้ยังไง เราก็เลยมาคิดที่จะแก้ปัญหานี้ ด้วยการทำให้เขาสามารถทำงานและเลี้ยงตัวเองได้ด้วย ก็แปลว่าเราต้องจัดการให้เขาด้วย ไม่ใช่อยู่ดีๆ ไปพูดว่า เฮ้ย หนูไปเรียนหนังสือด้วยนะ เราก็เลยเริ่มจากการเจรจากับกรมอาชีวะ ว่าเด็กที่จำเป็นต้องเรียน 5 วันเราขอให้เรียนแค่ 2 วัน แต่อีก 4 วันขอให้เขาทำงานแล้ว 4 วัน นี้ต้องเป็นเสมือนหน่วยกิตสะสมได้ด้วยก็มีการตกลงกับทางรัฐบาลว่า ให้เขาเรียน 3 ปีจบ ปวช. ได้ แล้วมาทำงานอีก 2 ปี ได้ ปวส.แล้วภายใน 5 ปี ที่เขาเรียนนี้ เราจะเขียนตำราให้ 10 เล่ม แล้วฝึกครู อาจารย์ด้วย เหมือนเราทำงานเป็นทวิภาคีกับรัฐบาล โรงเรียนเข้าร่วมกว่า 28 แห่งพอจบ ปวส.ก็จัดการให้เด็กไปเรียนต่อปี 3-4 ที่สวนดุสิตได้อีก สรุปว่า 7 ปี เขาก็จะได้ปริญญาตรีทำให้เป็นการจุดประกายความหวังของเขาขึ้นมาว่าเขามี อนาคตแล้วนะ พอเขาคิดได้แบบนั้น เขาก็มีกำลังใจทำงาน เป็นผลให้งานออกมาดี และส่งผลให้บริษัทเราผ่านวิกฤตมาได้ในที่สุด นี่คือวิถีตะวันออกเราต้องมองเขาเหมือนลูกเหมือนหลาน อย่าไปคิดว่าเขาเป็นลูกจ้าง แต่ต้องมองว่าเขาคือเด็กคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ชิดและเราเห็นเขาทุกวัน เราก็อยากให้เขามีความหวังในชีวิต เราดูแลจ่ายค่าเล่าเรียนให้ จัดเวลาให้เขาไปเรียน ผลงานมันก็ต่างจากเดิมที่เขาไม่สนใจทำงานไปวันๆ ภาษาสมัยนี้เรียกว่าเกียร์ว่างแต่ถ้าเมื่อไหร่เขารักบริษัท เขารักงาน เขาก็จะไม่ต้องการให้ของในร้านถูกขโมย เขาจะระมัดระวังและดูแลปกป้องร้าน และอยากอยู่กับบริษัทนานๆ หลังจากนั้นเขาทำงานกันได้ดีขึ้น ของหายน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด บริษัทเราก็เติบโตได้ทันทีเลย ไม่ใช่เปิดสาขา 27 แห่ง ก็มีปัญหา 27 แห่ง เปิด 30 ก็มีปัญหา 30 เราใช้วิธีแก้ปัญหาที่คนเลย พอบริษัทเติบโตถึง 100 สาขา นั่นแหละ เราถึงจะเท่าทุนและเริ่มได้กำไร

ถ้าเป็นแนวผู้บริหารทั่วไป ถ้าเกิดกรณี 27 สาขาขาดทุนขนาดนั้น เขาก็จะใช้กลยุทธ์ในการบริหารดูแลว่า นั้นขาดอยู่ตรงไหน จะแก้อย่างไร ทำไมคุณถึงได้ไปวิเคราะห์ว่ามันจะต้องไปที่คน

เพราะว่าผมไม่ได้คิดว่าจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้วจบ แต่ผมมองว่าเราต้องเติบโตอีก

ถามเรื่องปรัชญาตะวันออกนิดนึงค่ะ อะไรทำให้คุณก่อศักดิ์สนใจเรื่องปรัชญาตะวันออก

ผมเรียนหนังสือด้านตะวันออกมาเยอะ เช่นหนังสือจีน แล้วก็ชอบอ่านนิยายทั้งไทยและจีน ฝรั่งก็อ่านบ้าง แต่ความที่เราอ่านไทยกับจีนมาก เราก็ได้สัมผัสกับความคิดความอ่านของตัวละครในนิยาย ซึ่งนิยายมันก็เป็นเรื่องของคน จิตใจคน ถ้าเราอ่านหนังสือเทคโนโลยี หนังสือคู่มือถ่ายรูป มันก็จะไม่เจออารมณ์และความรู้สึกของคน เราอาจจะอ่านหนังสือตะวันตก เช่นดาวินซีโค้ด บ้างแต่เราก็อ่านเพื่อสนุก แต่เราจะไม่ได้ความรู้สึกแบบตะวันออกหรอก เขาก็จะคิดแบบตะวันตกแล้วถ้าเราจะเอาความคิดแบบตะวันตกมาใช้ในสิ่งแวดล้อม แบบตะวันออกมันก็ผิด มันใช้ไม่ได้ มันไม่เข้าถึงจิตใจคน สมมติคุณเป็นเบอร์หนึ่งของบริษัท มีลูกน้องอีก 2-3% หรือ 10% ด้วยซ้ำที่เรียนจบมาจากตะวันตก คุ้นกับวิถีตะวันตก แต่มาบังคับอีก 90% ที่ไม่เคยไปเรียนเมืองนอกให้มีความคิดแบบตะวันตกที่เขาไม่เคยเห็น ไม่เคยสัมผัส มันก็ไม่ได้ผลหรอก แต่ดูเหมือนสังคมบ้านเราจะให้ความสำคัญกับความคิดแบบตะวันตกมาก
นั่นคือสังคมบ้านเราที่ผ่านๆมา แล้วมันดีไหมล่ะ แล้วผู้บังคับบัญชาสูงสุดขององค์กรต่างๆ ที่ใช้วิธีแบบนั้น เขาได้ผลดีอย่างองค์กรของเราไหมล่ะ เครือของผมได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า วันนี้ผมมีพนักงาน 90,000 คน ดูแลกันอย่างไรถึงได้ก้าวหน้า เทียบกับบริษัทที่มีพนักงาน 1,000 คน แต่อาจจะไม่ได้พลงานที่ดีก็ได้ ผมไม่ได้บอกว่าคนที่ไปศึกษาหาความรู้จากตะวันตกกลับมาจะกลายเป็นตะวันตกหมด นะ แต่ถ้าใครไปแล้วกลับมาก็ตะบันใช้แต่แนวตะวันตกในการบริหาร เรียกร้องแต่ประสิทธิภาพสูงสุดสุดท้ายองค์กรนั้นก็จะไม่แข็งแรง ต่อให้คุณมองกำไรสูงสุด แต่ถ้าคนมันไม่สู้เสียอย่างจะให้ทำยังไง คนเรามันทำงานกันด้วยจิตใจ ไม่ได้ทำงานเฉพาะสมอง

ที่บอกว่าชอบอ่านนิยายจีน คุณเห็นวิถีชีวิตหรือวิธีคิดของตัวละครประเภทไหนที่น่าชื่นชน

นิยายจีนจะเน้นย้ำเรื่องคุณธรรมมากๆ

แล้วนิยายฝรั่ง

จะเน้นย้ำความเก่งของตัวละครเป็นหลักแก้ปัญหาเก่ง แต่นิยายจีนจะเน้นคุณธรรมและความเสียสละ ผู้นำที่น่านับถือเพราะมีความเสียสละ เห็นไหมกองทัพจีนมักจะพูดถึงการที่แม่ทัพเข้ามาเป็นกันเองกับลูกน้อง ลำบากกับลูกน้องกินอาหารเหมือนกับลูกน้อง ไม่ใช่ตัวเองกินดีแต่ให้ลูกน้องนอนกับดินกินกับทราย ลูกน้องถึงได้สู้ตาย ถ้าจะให้ผมแนะนำให้คนอ่านนิยายจีนแบบผลงานระดับสุดยอดของนิยายกำลังภายในเลย นะ ผมก็แนะนำให้อ่านหวงอี้ เรื่องจอมคนแผ่นดินเดือด เรื่องนี้มันมีทั้งน้ำใจระหว่างเพื่อน เรื่องการวางกลยุทธ์ และข้อที่สำคัญคือ ได้เรียนรู้ว่าเมื่อพระเอกอ่อนแอ เพลี่ยงพล้ำ เขายังสามารถคุมสติได้ยังไง รอโอกาสหน้าอย่างไร คือการเขียนให้ฝ่ายพระเอกเพลี่ยงพล้ำนี่เขียนยากนะ แต่การเขียนให้พระเอกชนชนะบ่อยๆ มันเขียนง่าย คือการพ่ายแพ้นี่มันเป็นประสบการณ์ให้เราเรียนรู้ด้วย ไม่มีใครเกิดมาได้ชัยชนะไปถึงวันตาย ชัยชนะคือ สิ่งที่ใครก็ชอบ แต่เวลาแพ้ก็จะแพ้แล้วพังเลยทรุดเลย เรียกว่าหมดรูปเลยมันก็แย่

ซึ่งคุณก็เคยต้องผ่าน?

ใช่เจอมาหมดแล้ว แต่เราก็ต้องตั้งสติให้ดี เราต้องมองไปข้างหน้า ไม่ใช่คร่ำครวญแต่เรื่องเก่าๆหรือเสียดายที่เราตัดสินใจผิดพลาด แน่นอนว่าเราเก็บมาเป็นบทเรียน แต่เราก็ต้องมองไปข้างหน้าด้วย เพราะเรายังมีโอกาสในชีวิตอีก

มองย้อนกลับไป คุณคิดว่าคุณทำอะไรต่อมิอะไรมาหมดแล้ว หรือว่ามีอะไรที่ยังต้องทำอยู่อีกไหมในแง่ของการทำงาน

ตอนนี้ระหว่างที่เราเติบโตไป องค์กรของเราจะให้ความสำคัญเรื่องการศึกษา ไม่ใช่แค่คนของเรา แต่เราคิดถึงทั้งระบบของเมืองไทยตอนนี้ ต้องยอมรับประเทศเรามีปัญหาเรื่องการศึกษา ซึ่งองค์กรของเราก็กำลังทำให้เป็นตัวอย่างว่าทางออกของการศึกษาไทยคืออะไร เราถึงได้ตั้งสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ที่ให้ปริญญาตรีและโทไปถึงเอกได้ เราเน้นให้คนที่เรียนที่นี่มีประสบการณ์และเด็กที่มาทำงานในเครือของเราว่า มันได้ผลดี เพราะระบบเดิมๆ ที่เราเคยเห็น เด็กเรียนอยู่แต่ในรั้วมหาวิทยาลัย 4 ปียังไงเขาก็ยังเป็นเด็ก อยู่ แต่คนที่จะมาเรียนกับเราต้องสัมผัสกับโลกของการทำงานจริงด้วยวัฒนธรรมในการ ทำงานจริง เขาต้องเข้าใจด้วยว่าที่ทำงานที่ดีมันต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช่เอารัดเอาเปรียบกลั่นแกล้งกัน ทำธุรกิจก็ต้องซื่อสัตย์ต่อลูกค้าต่อที่ทำงานของตัวเองทุกสิ่งทุกอย่างใน ชีวิตการทำงานที่แท้จริงมันคือห้องเรียนที่ดีที่สุด นี่คือการจัดการการศึกษาในแบบของเรา คืออย่างน้อยแม้ว่าเขาอาจจะเรียนไม่เก่งนัก แต่ถ้าผ่านการฝึกอบรมมาแล้ว มันก็ดีกว่ากันแค่นั่งในห้องเรียนกับเดินเล่นอยู่ในแคมปัสเท่านั้น เราเรียกหลักการนี้ว่า Corporate University เอาองค์กรเป็น มหาวิทยาลัย แล้วองค์กรที่เขาทำงานก็อยู่ในหน่วยงานเรานี่แหละ เรียนทฤษฎีด้วย ปฏิบัติด้วย แล้วสุดท้ายเราก็ไม่ได้คิดแค่ว่าเราก็ไม่ได้คิดแค่ว่าเราจะป้อนคนให้องค์กร เราเท่านั้น แต่เราป้อนให้องค์กรอื่นข้างนอกด้วย เพราะเรามีสาขาการเรียนการสอนที่เป็นประโยชน์ เช่น เราเพิ่งเปิด Industrial Engineer เรื่อง Facility Management เรียนเรื่องการดูแลตึก ดูแลบ้านช่อง ซึ่งเป็นปริญญาตรีสาขาแรกที่มีในไทย

เรียนจบแล้วเขาไปทำงานที่อื่นก็ได้ไม่หวงเหรอคะ

ไม่หวงครับ เพราะเราถือว่าเราทำการศึกษาให้สังคม เพราะเราเชื่อว่านี่คือทางออกของการศึกษาไทย

มีประเด็นอะไรอีกไหมบอกจากการศึกษา ที่คนห่วงสังคมตอนนี้

ห่วงประเด็นเรื่องความยุติธรรมในสังคม เรามีคนหมู่มาก สิ่งที่จะทำให้คนรับได้ในการอยู่ในสังคมนี้คือ การมีความยุติธรรม ถ้าคนดูแลคนสองคนให้เขารู้สึกว่ารักไม่เท่ากันมันก็ไม่ไหว อย่าว่าแต่รักคนหนึ่ง เกลียดอีกคนเลย ถ้ารักไม่เท่ากัน มันก็ไม่ดีแล้ว ในสังคมเราตอนนี้ เราควรขจัดความไม่ยุติธรรมออกไปให้มากที่สุด ทำให้คนรู้สึกว่าที่นี่อยู่แล้วสบายใจ คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ไม่ได้นะ อย่าลืม แล้วพูดแล้วก็ต้องทำด้วย ผมเองก็ต้องทำแบบนั้นเช่นกัน ยกตัวอย่าง ตั้งแต่ระดับผมลงไปนี้ ผมไม่เคยใช้คำพูดไม่ดีเลยกับลูกน้อง เพราะว่าเขาก็คือคนเหมือนกัน มีจิตใจเหมือนกัน เราไม่ชอบใช้การตำหนิ แต่เราจะเรียกมาคุยสองต่อสองด้วยการสอนเราต้องทรีตคนอย่างยุติธรรม ไม่ใช่ชอบมากก็ทรีตดี ชอบน้อยก็ทรีตไม่ดี สังคมไทยวันนี้เราขอคำว่ายุติธรรม แล้วปัญหามันหมดเองใครมาเป็นผู้นำในสังคม อย่าไปมองว่านำไปสู่ความสำเร็จอะไรเลย เอาความยุติธรรมกลับมาให้ได้ก่อนแล้วความสำเร็จจะตามมา ตอนนี้ไปมองว่าจะทำนั่นจะทำนี่ แต่ว่าพลังในสังคมหรือพลังกลุ่มก้อนมันไม่มีไง ซึ่งการจะทำให้มี นอกจากความเอื้ออาทรแล้ว ต้องมีความยุติธรรมด้วย ผู้นำที่ดีต้องสังเกตสังกา เข้าใจความรู้สึกคนว่าเขากำลังไม่ได้รับความยุติธรรมหรือเปล่า

Click to see original Image in a new window

0
หน้าพิมพ์ส่ง ส่งบทความนี้ให้เพื่อน
CM. Go Room
สินค้าหมากล้อม