Think East (2)

วันที่ 2011/3/22 22:40:00 | หัวข้อบทความ: บทความหมากล้อม

Original Image


จากการที่คุณก็ชอบเล่นโกะ อยากทราบว่าการบริหารงานของเซเว่น เอาโกะมาประยุกต์อย่างไรที่เห็นได้ชัดที่สุด

คือเม็ดโกะแต่ละเม็ดนี่มันคือหนึ่งกองร้อยในการทำสงคราม กลุ่มเม็ดจึงเป็นกองทัพที่มีหลายกองร้อย มีคนมากมาย เมื่ออยู่รวมกันเป็นกลุ่มแล้วมันจะมีพลังก็ได้ ไม่มีพลังก็ได้ ตัวอย่างสองบริษัทมีคนเท่ากัน 300 คน แต่สองบริษัทนี้มีพลังไม่เท่ากัน โกะคือพลัง คือการเล่นที่ทำยังไงถึงจะสร้างกลุ่มที่มีพลังสูงสุด
จุดนี้คือหัวใจของโกะในการบริหารงาน ก็เท่ากับว่าเราต้องสร้างพลังของกลุ่ม ของคน ทำยังไงให้คนที่มีจำนวนเท่ากันมีพลังสูงสุด เราไม่ได้มองเงิน เรามองพลัง เมื่อมีพลังเดี๋ยวเงินก็มาเอง แล้วขณะเดี๋ยวกันเมื่อผมมีกลุ่มพลังมากมาย มีร้านค้ามากมาย ผมก็ไม่เคยไปรังแกคนอื่น เพราะเราจะไม่ใช้พลังไปในการทำลายเพราะการรังแกคนอื่นจะทำให้เราสูญเสียพลังไปด้วย เราจะเสียพลังไปกับการทำลายล้างทำไม แทนที่จะเอาพลังเท่ากันมาสร้างสรรค์ตัวเอง หลักการค้าของเราคือ ชนะด้วยการไม่คิดเอาชนะ พวกนี้คือหลักการของโกะทั้งหมด คนจีนเขาพลิกฟื้นประเทศเร็วมาก นับจากที่เหมา เจ๋อตุง ตายเมื่อ 1976 และจากนั้น เติ้งเสี่ยวผิง มาเปิดประเทศ จริงๆ แล้วจีนเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองมาก่อนหน้านั้นแล้วในหลายๆ ราชวงศ์ แต่เกิดมาแล้วก็ดับไปอยู่เรื่อยๆ แต่จีนเป็นประเทศที่มี Wisdom หรือ ปัญญามาก เพียงแต่ว่าถ้าเมื่อไหร่อยู่ในยุคมืด เหมือนตอนที่ฝรั่งไปรังแกเขา มีปืน มีเรือกกลไฟ เอาฝิ่นไปขายจนคนจีนติดเพื่อดูดเอาทรัพย์สมบัติไป ที่เรารู้จักกันดีเรื่องสงครามฝิ่นกับอังกฤษ หรือมีอีกหลายๆ ชาติที่รุมจีนในยุคที่เขาไม่มีอาวุธ พวกนี้ไล่มาจนถึงราชวงศ์ชิงเริ่มเหลวแหลก จนกระทั่งล้มไปเมื่อ 1911 หรือร้อยกว่าปีที่แล้ว พอล้มกษัตริย์แล้วก็มีสงครามในประเทศไม่หยุดหย่อน จนมาถึงยุคคอมมิวนิสต์ปกครอง มีการต่อสู้กันเอง มีการปฏิวัติวัฒนธรรมมาเรื่อยๆ จนทุกอย่างสงบลงเมื่อเหมาฯ ตาย และเติ้งฯ เข้ามาเปิดประเทศ ความที่เขาเคยไปเรียนฝรั่งเศส เขาก็เข้าใจโลกมากกว่าเหมาฯ นับจากเติ้งฯ รับมอบอำนาจมาตั้งแต่ปี 1978 และมีการเปลี่ยนแปลงจากนั้นมาจนถึงวันนี้ใช้เวลา 30 กว่าปีเท่านั้น จีนก็เรียกว่าสร้างเนื้อสร้างตัวได้อย่างรวดเร็ว ตอนนี้เศรษฐีของโลกระดับพันล้านมากมายเป็นคนจีนนะ และจีนยังมีการปรับปรุงเทคโนโลยีทันสมัยมากมาย รถไฟที่เร็วที่สุดในโลกก็มีที่จีน จนอเมริกาต้องเชิญจีนไปปรับปรุงระบบรถไฟที่อเมริกา ไม่ใช่แค่นี้ แต่ยังมีเทคโนโลยีอีกมากมายและปรับปรุงขึ้นมาเอง จีนเป็นประเทศที่เก่งและมีพลังในการปรับปรุงสร้างสรรค์ ดังนั้น ตลาดในจีนจึงไม่ใช่แค่มีคนเยอะ แต่มีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่ใน 3 ปี นับจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ สหรัฐๆ ต้องพึ่งจีนช่วยซื้อ bond (พันธบัตร) ให้รัฐบาลสหรัฐ ซึ่งจีนก็เพิ่งไปช่วยซื้อให้ วัน นั้น หูจิ่นเทา ใช้เงินไปซื้อ บอนด์ประมาณ 45000 ล้านเหรียญยูเอส กรีซที่เจอวิกฤตเกือบจะล้มละลาย ก็ได้จีนไปช่วยฟื้นฟู ยังพูดไม่ได้ว่ามากกว่าญี่ปุ่นหรืออเมริกาหรือเปล่า แต่มีมากขึ้นเรื่อยๆ

คิดว่าวิธีคิด หรือ Wisdom อะไรที่ทำให้เศรษฐีจีนเหล่านี้ประสบความสำเร็จ หรือสร้างเนื้อสร้างตัวได้เร็ว

ความขยันขันแข็ง คนจีนเขาขยันเรียกว่าระดับสูงสุดของโลกเลยก็ว่าได้ดูได้จากนักศึกษาจาก เอเชียพวกจีน เกาหลี จะเรียนเก่งในระดับท็อป ดังนั้นพวกจีน เกาหลี ญี่ปุ่น เขาจะคล้ายๆ กันคือคิดแบบขงจื้อฝึกฝนให้คนทำอะไรด้วยความมุ่งมั่นขยันขันแข็ง เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว พบอุปสรรคก็ต้องไม่ท้อถอย นอกจากเด็ดเดี่ยวแล้วเขายังเด็ดขาดด้วย คนจีนนี่ถ้าเขาตัดอะไรแล้วเขาจะตัดจริงๆ ดังนั้นเศรษฐกิจจีนวันนี้จึงไม่ได้ได้เปรียบเพราะคนมากแต่เพราะคุณสมบัติ เหล่านี้ด้วย

อธิบายเป็นรูปธรรมได้ไหม อย่างคุณก่อศักดิ์เป็นนักธุรกิจเชื้อสายจีน คุณสมบัติคนจีนที่พูดมาทั้งหมดเอามาใช้กับการทำงานอย่างไร

พูดโดยรวมเลยดีกว่า คุณลองดูเอาว่า บริษัทใหญ่ๆหลายเครือในเมืองไทยที่มีลูกหลานจีน และคิดแบบจีน ส่วนใหญ่จะก้าวหน้ากว่า ไม่ว่าจะเครือซีพี เครือสหพัฒน์ฯ ฯลฯ เพราะคนทำงานมีทั้งความโอบอ้อมอารี ขยัน ประหยัด อย่างเซเว่นฯ นี่ ไม่ใช่เพราะอดทนและทุ่มเทเหรอเราถึงได้มีเป็นพันๆ สาขาทุกวันนี้ ช่วงแรกที่เซเว่นฯ เข้ามาใหม่ๆ ผมต้องทุ่มชีวิตจิตใจให้หมด 7 วันต่ออาทิตย์ คิดแต่เรื่องงาน กายอยู่ที่ไหน ใจก็อยู่กับงาน เหมือนเราคิดงานได้ทุกเมื่อ แต่ไม่ได้ตัดครอบครัวออกไปนะ คือใช้เวลากับครอบครัวได้ เพราะเราไม่ได้ปิดห้องเงียบคิดนี่อย่างตอนกินข้าว เราก็จะคุยเรื่องสนุกๆ แทน ผมเชื่อว่าถ้าเราทุ่มเทใจให้งาน แล้วมันดีเอง

24 ชั่วโมงของคุณ ตัดเรื่องนอนไปแล้ว มีช่วงไหนที่เรียกว่าพักผ่อนจริงๆบ้าง

ก็ช่วงเล่นหมากล้อม จัดเวลาได้วันละชั่วโมงครึ่งผมก็เล่น เพราะถือว่าเป็นการพักผ่อนจิตใจ เราไม่ได้เอาจริงเอาจังในการแข่งขันขนาดนั้นแต่เราเล่นเพื่อดูวิธีคิด จบไปเกมหนึ่งเราก็สรุปวิธีคิดว่า มีอะไรดี มีอะไรผิดพลาด แต่ผลแพ้ชนะไม่ได้กระเทือนจิตใจเรา เพราะเราเล่นเพื่อสนุกไง

คุณมองว่าหมากล้อมเป็นสิ่งที่ควรปลูกฝังให้คนทั่วไปเล่นเพราะอะไร

เพราะถ้าเล่นไปนานๆ วิธีคิดคนจะเปลี่ยนเพราะหมากล้อมจะฝึกให้คนรู้จักการ Balancing ไม่ใช่คิดแต่จะมุ่งเอาชนะ แต่ให้เขาได้ เราได้ในลักษณะใกล้เคียงกัน แต่ถ้าเราต้องการเอาเปรียบด้วยการให้เขาได้น้อย เราได้เยอะ มันจะไม่บาลานซ์ซึ่งมันจะทำให้คนได้ประโยชน์ในช่วงสั้นๆ แต่เสียประโยชน์ระยะยาว เกมที่จะทำให้คุณแพ้คือเกมที่คุณคิดจะเอาเปรียบเขานั่นเอง คือเกมหมากล้อมเป็นเกมที่สอนให้คุณคิดอะไรเพื่อคนอื่นเขาด้วยไม่ใช่คิดแค่ เราแล้วไม่เคยสนใจเลยว่าฝ่ายเขาไม่ได้แล้วจะเป็นยังไง แล้วทำไมเขาต้องไม่ได้ด้วย แล้วทำไมคุณต้องได้ มันทำให้คุณเข้าใจคนอื่นด้วย คนเล่นโกะจะติดนิสัยนี้ คือคิดอะไรเผื่อคนอื่น

เรื่องการทำธุรกิจกับจีนที่มีวัฒนธรรมอะไรที่เราควรระวังไหมคะ มีเรื่องไหนที่คนไทยที่ไปทำธุรกิจกับเขาอาจจะลืม

การทำธุรกิจกับใครก็ตามคุณต้องเรียนรู้เรื่องของเขา เพียงแค่พูดภาษาเขาได้มันไม่พอหรอก เพราะคุณไม่ได้เข้าถึงจิตวิญญาณของเขา ยกตัวอย่าง ถ้ามีฝรั่งมาเที่ยวบ้านเรา พูดไทยได้ รู้ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมเราด้วย รู้จักพระอภัยมณี คิดดูว่าคนไทยจะรักตายไหม เทียบกับอีกคนที่มาเที่ยวบ้านเราแบบไม่รู้จักอะไรเลย แล้ว ก็มาโจมตีบ้านเราแบบผิดๆ คนก็รักเขาไม่ลงหรอก ดังนั้น เหมือนกันการที่จะเข้าใจคนจีน คนก็ต้องอ่านเรื่องของจีน อ่านประวัติศาสตร์จีน แต่ถ้าคุณไปแบบแห้งแล้งคิดแต่จะเอาเงินเขา คิดแต่จะค้าขาย อยากรู้แค่ว่าตลาดเขาเป็นยังไง โรงงานเขาเป็นยังไง คุณก็ไม่มีน้ำจิตน้ำใจ แต่คุณต้องเข้าใจวิถีชีวิตเขาด้วย ต้องรู้ไปถึงวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ เมื่อคุณรู้เรื่องของเขา คุณกับเขาก็เป็นเพื่อนกัน

ไม่ใช่หลักที่เขาว่ารู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้งใช่ไหม

ไม่ใช่ อย่าไปรู้เพื่อเอาชนะสิ ต้องรู้แบบเข้าใจเขา เห็นใจเขา ไม่ใช่รู้เขาเพียงเพื่อที่จะไปค้าขายเอาชนะเขา

แต่ดูเหมือนนักธุรกิจส่วนใหญ่ที่ไปลงทุนจะคิดแบบนี้นะคะ

แบบนั้นเป็นความคิดโง่ๆ เพราะเอาแต่ได้ไง คนเอาแต่ได้เราจะคบเขาไหม?

ทำไมคนธุรกิจมักจะชอบอ่านกลยุทธ์พวกซุนวูด้วยคะเหมือนอ่านเพื่อไปทำธุรกิจให้ชนะคู่แข่ง

แบบนั้นเป็นการอ่านแบบตื้นเขิน แล้วก็เข้าใจซุนหวู่แบบผิวเผินด้วย เพราะจริงๆแล้วตำราซุนหวู่เป็นปรัชญาสงครามนะ นี่คือปรัชญาว่าด้วยการให้เลี่ยงสงครามด้วยซ้ำเพราะสงครามมันจะนำมาซึ่งความ ทุกข์มหาศาลให้กับคนที่แพ้และชนะ เวลาคุณทำสงครามแต่ละครั้ง เกณฑ์ชายฉกรรจ์ไปรบทีหนึ่ง ก็ไม่มีผลผลิตอะไรเกิดขึ้นเลยนะ แล้วไหนจะยังเอาเสบียงไปใช้อีก ทำให้ข้าวยากหมากแพง ทุกข์ไหม หลังสงครามจบก็เกิดโรคระบาดเพราะศพเยอะแยะ ไหนจะขาดคนหนุ่มสาวมาทำงานทำการอีก สงครามเป็นเรื่องโหดร้าย ยิ่งคนแพ้ยิ่งเสียหายเข้าไปใหญ่ ซุนหวู่จึงได้เขียนเตือนว่า ไม่จำเป็นอย่ามีสงคราม แล้วก็พูดว่า การมีงบประมาณในการส่งข้าวสาร มีสปายไปสืบข่าว จะดีกว่า เพราะจะได้รู้ว่าเขามารบกับเราทำไม เราต้องรู้นะว่าเขาอยากจะรบกับเราด้วยสาเหตุอะไร แล้วเราก็ดับสาเหตุซะ จะได้ดับไฟสงครามได้ แล้วถ้าเกิดต้องรบ ดับไฟไม่ได้ ก็ต้องพยายามเอาชนะด้วยการไม่รบ เช่น ใช้การทูต ใช้การข่มขวัญ หรือทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้รบได้ไหม แล้วถ้ารบจนเราได้เปรียบกว่าแล้ว เราก็จะต้องเปิดทางให้เขาเจรจา ให้เขายอมแพ้ ให้เขาถอยไป นี่คือหลักของซุนหวู่ทั้งนั้น แต่คนไทยอ่านเพียงผิวเผินว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง แล้วบอกว่านี่คือหลักของซุนหวู่ ตายสิ ผิดจากสิ่งที่เขาพูดเลย แต่ใช่ ในนั้นมันมีวลีว่ารู้เขารู้เราฯ จริง แต่มันเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แล้วผมถามหน่อย ถ้าหากเชื่อว่าอ่านซุนหวู่แล้วจะเป็นผู้ไร้เทียมทานจริงๆ แล้วเกิดสองประเทศต่างคนต่างอ่านซุนหวู่ แล้วใครชนะ? จริงไหม มันไม่ใช่ไง เรื่องของเรื่องมันอยู่ที่ว่า เข้าใจปรัชญาซุนหวู่ไหม สามก๊กอีก อ่านไม่เข้าใจ แล้วก็หาว่าอ่านจบ 3 ครั้ง คบไม่ได้ เพราะมัวแต่ผิวเผินเหลือเกินไง คุณต้องอ่านจนเข้าใจ คุณถึงจะรู้ว่าคุณค่ามันอยู่ที่ไหน ที่อ่าน 3จบ คบไม่ได้ เพราะคุณอ่านผิวเผิน 3 จบ นี่ไง อ่าน 10 จบ ก็ไม่ได้อะไรถ้าไม่ลึกซึ้ง ไม่วิเคราะห์ระบบคิดของเขา

อย่างที่คุณก่อศักดิ์อ่านวรรณกรรมเหล่านี้ อ่านปรัชญาเต้าเต๋อจิง อ่านเพราะสนุกหรือชอบอะไร

มันเป็นสายเลือดของผมที่ต้องมาทำงานเป็นผู้บริหาร บริหารคืออะไร มันก็คือคน ไม่ใช่โต๊ะเก้าอี้ ผมจึงต้องอ่านเรื่องเกี่ยวกับคน อะไรที่มันมีเรื่องคน วิธีคิดของคน นี่คือหนังสือที่ผมอ่านจะอ่านตั้งแต่เด็ก จิตวิทยาตะวันตกผมก็อ่าน แต่ผมพบว่าของตะวันออกเขาจะดีกว่าเพราะเขาจะมองเป็นภาพรวม ไม่ได้แยกส่วน คือแนวฝรั่งเขาก็ดีบางอย่างเช่น คิดแบบแยกส่วนไป มันก็จะละเอียด ลึกซึ้งในเรื่องนั้น แต่ถ้าหากรู้โดยแยกส่วนกันมันก็จะลืมมองภาพรวม

เคยหยิบปรัชญาเต๋ามาอ่าน แล้วรู้สึกว่าคนแปลแต่ละท่านตีความไม่เหมือนกัน ทำให้เด็กๆอย่างพวกเราสับสน ไม่เข้าใจ

ผมอยากให้มีระดับโปรเฟสเซอร์มาสอนที่สถานบันปัญญาภิวัฒน์เหมือนกันนะ เพราะอาจารย์เขาจะเข้าใจระบบ วิธีคิด วิเคราะห์ได้ เรื่องแบบนี้ถ้าอ่านเอาเองก็ยาก เพราะการตีความคำบางคำมันต้องใช้ประสบการณ์ และแต่ละท่านก็ตีความกันคนละแบบ เพราะภาษาจีนที่ใช้ในนั้น เขาลึกซึ้งมีคำแค่ 5500 คำเองนะ เนื่องจากต้องประหยัดคำเพราะสมัยก่อนคนจีนเขาสลักคำเหล่านี้บนแผ่นไม้ไผ่ เพื่อให้คงทน แล้วมันก็สลักยาก ต้องใช้ความประหยัดที่สุด ทำให้เวลาอ่านเลยเกิดความตีความต่างๆ นานาแล้วแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย ผมได้ยินว่าในโลกนี้มีการแปลถึง 20000 เวอร์ชั่น ระดับปรมาจารย์ในจีนอ่านก็ยังตีความไม่ตรงกันอีก ผมว่าอ่านไป 3-4 เวอร์ชั่น ก็พอจะรู้แล้วว่าควรจะเชื่อเวอร์ชั่นไหน

มีคำพูดในคัมภีร์ที่ว่านี้ที่อยากจะฝากให้คนไว้คิดในวันตรุษจีนไหม

ที่ผมพูดบ่อยๆ ก็เช่น อยากตัวสูงโดยยืนบนปลายเท้า จะยืนได้ไม่นาน อยากเดินเร็วด้วยการก้าวยาว ก็เดินไปได้ไม่ไกล เพราะคนคิดแต่จะได้อะไรง่ายๆ ไวๆ มันจะไม่ได้ในสิ่งที่ควรได้ อีกคำหนึ่งก็คือ ให้ลบความคม ปรับลดความขัดแย้งงำประกาย เข้าร่วมในเหตุการณ์ หมายความว่า ลบความคม ให้ระวังอย่าพูดคำพูดที่ไปบาดคน มีปัญหาขัดแย้งก็ให้ลดลง อย่าไปกระพือปัญหา งำประกาย คืออย่าให้ตัวเองเด่นเกินไปจนคนหมั่นไส้ เข้าร่วมในเหตุการณ์ คือการคิดเข้าใจกัน

คนรุ่นใหม่มีนิสัยอย่างหนึ่งที่คล้ายกันคือ ต้องการเป็นที่ยอมรับ โดดเด่น ประสบความสำเร็จเร็วคุณก่อศักดิ์มองว่าอย่างไร

มันตรงข้ามกับที่ผมพูดมาทั้งหมดเลย เต้าเต๋อจิงคือ ปรัชญาที่ให้คนมี Wisdom เด็กเหล่านี้คือคนที่คิดเอาเองโดยยังไม่มี Wisdom หรือ ปัญญา เพราะยังไม่ผ่านประสบการณ์ชีวิต คำสอนของคนจีนคำหนึ่งคือ ให้สำเร็จหลังอายุ 40 แล้วจะยั่งยืน เพราะถ้าสำเร็จก่อน 40 หรือ 30 ต้นๆ คุณจะห้ามใจไม่ได้ที่จะมีอีโก้ เพราะประสบการณ์ในชีวิตนี้ไม่พอ การสำเร็จในวัยที่อายุน้อย ส่วนใหญ่จะควบคุมอีโก้และความหยิ่งผยองไม่ได้ แล้วมันจะนำไปสู่ความล้มเหลวแล้วถ้าเกิดไปล้มเหลวหลัง 40 จะยิ่งแย่ ยากมากที่จะฟื้นขึ้นมา แต่คุณก็ล้มเหลวก่อน 40 มาแล้ว หรือล้มลุกคลานมาแล้ว พอ 40 คุณก็มั่นคงเพราะผ่านโลกมาเยอะแล้ว ความหยิ่งผลองลดลงมีความสุขุม รอบคอบ คุณก็รักษาธุรกิจให้ยิ่งยืนได้ พวกนี้คือ Wisdom ที่เด็กจะไม่รู้ ผมเองยังมาจับธุรกิจเซเว่นฯ ตอน 40 เลย ประสบการณ์ชีวิตก่อนหน้านั้นเลยมีค่าและสอนผมได้มากไง



Original Image


การทำธุรกิจถึงเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวของคนรุ่นใหม่ก็แลดูเป็น Business War มากๆ

ไม่เอาวิธีคิดแบบนี้ผมไม่เห็นด้วย ว่าการทำธุรกิจต้องห้ำหั่นกัน มันไม่จริงเลย เราควรจะคิดว่าธุรกิจคือ บริหาร เราบริหารลูกค้าให้ดีที่สุดก็พอ ยกตัวอย่างการค้าตั้งแต่โบราณ เราไปเอาของจากที่หนึ่งด้วยความยากลำบาก ต้องเสี่ยงภัยมากมาย เราไปซื้อถูกมาเพื่อขายแพง พอเราขายแพงเท่าไหร่ เงินที่ได้ก็ถือว่าเป็นค่าบริการ อุตสาหกรรมก็เหมือนกัน เราก็ไปรวบรวมวัตถุดิบเพื่อสร้างสินค้า แล้วก็ขายเอากำไร กำไรส่วนนั้นก็คือค่าบริการ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดการกักตุน แทนที่จะขายวันนี้ได้ราคานี้ เราไม่พอใจ เราจะกักตุนขายวันอื่นที่คนต้องการ หรือขาดแคลน เพื่อกำไรมากกว่า ตรงนี้เรียกว่าการพนัน เพราะคุณกำลังเสี่ยงกับสิ่งที่คุณอาจจะได้หรืออาจจะเสียไปเลย หรือสร้างตึกแล้วแทนที่จะขายเพื่อเอาเงินไปใช้แบงก์ คุณกลับ กั๊กห้องไว้ส่วนหนึ่ง รอเวลากำไรเพื่อขายได้เยอะๆ แต่ใครจะไปรู้ อยู่ๆ อาจจะเกิดวิกฤติกีฬาสีขึ้นมา ซับไพรม์เกิดขึ้น คนซื้อหนีหมด ไอ้ที่คุณควรจะขายหมดก็อาจจะไม่ได้นี่เหละคือการพนัน เพราะ คุณอาจจะได้หรือเสียก็ได้แบบนี้มันไม่ใช่เพื่อธุรกิจ คำว่าธุรกิจคือการบริการนี่ใช้ได้กับทุกวงการ ไม่ใช่แค่โรงแรม ร้านอาหาร เพราะกำไรที่คุณได้มาก็คือค่าบริการนั่นเอง แล้วถ้าหากคุณได้กำไรด้วยการไปทำลายคู่แข่งยิ่งไม่ใช่ธุรกิจใหญ่ มันคือการฟาดฟันกัน เพราะการแข่งมันควรจะเป็นไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของตัวเอง ผมมองว่าอะไรก็ตามที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อบริการผู้ซื้อลูกค้า นอกเหนือจากนั้นย่อมไม่ใช่ธุรกิจ เก็บ กักตุน จึงไม่ใช่ธุรกิจ ธุรกิจจริงๆ คือการบริการ

อนาคตคิดว่าเซเว่นฯ จะเป็นอย่างไร

ก็เติบโตไปแบบนี้ วันนี้มีเกือบ 6000 สาขาแล้ว และเมืองไทยยังไปได้อีกเยอะ ขนาดญี่ปุ่นมีประชากรมากกว่าไทยเท่าตัว เขามีเซเว่นฯ 12000 สาขา มีแบรนด์อื่นๆ อีกรวมกันเกือบ 60000 แห่ง แต่ประเทศไทยวันนี้มีเซเว่นฯ และทุกแบรนด์รวมกันเกือบ 10000 เรายังเติบโตได้อีก เซเว่นฯเองก็เหมือนกัน ผมมองว่ารวมกันทุกแบรนด์แล้ว คอนวิเนียนสโตร์เหล่านี้น่าจะมีได้ถึงครึ่งหนึ่งของญี่ปุ่น

เป็นผู้บริหารมืออาชีพมาทั้งชีวิตไม่เคยมีสักครั้งเลยเหรอคะที่อยากไปทำธุรกิจเอง

เคยคิดสมัยเด็กๆ ก็คิดไปตามวัยน่ะ แต่พอเรามาจับเซเว่นฯ ตอน 40 เรากลับหลงเสน่ห์เซเว่นฯ คน เพราะเราได้ดูแลคนเป็นหมื่นๆคน เรามีความรู้สึกว่าคนเป็นหมื่นนี้คือลูกหลานเรา มันเลยผูกพัน อยากให้เขามีความสุขในการทำงาน แล้วงานก็จะดี เพราะทุกคนรักงาน รักกัน และทุ่มเทให้งาน มันก็ทำให้ผมอยากทำงานตรงนี้มากกว่าทำให้ตัวเอง รวยไปกว่านี้ 10 เท่า ผมเชื่อว่าถ้าองค์กรแข็งแรงผู้บริหารไม่จำเป็นต้องรวยมากหรอก มีพอกินพอใช้แต่สามารถไปช่วยคนอื่นได้ และประเทศชาติมีองค์กรแบบนี้เยอะๆ ก็จะดี ประเทศก็แข็งแรง แต่ทุกวันนี้พอวิกฤตมา ล้มกัน 80-90% ก็ แปลว่าองค์กรไม่แข็งแรงพอ ดังนั้น ถ้าเราบริหารองค์กรให้แข็งแรง สังคมก็แข็งแรง ประเทศชาติก็แข็งแรง แล้วเราก็มีแค่พอกินพอใช้ มีความภูมิใจในงานของเรา เพราะงานก็ต้องมีคนทำ แล้วเราก็สามารถนำคนหมู่มากให้มาทำงานชิ้นนี้ได้ มันก็เป็นความสำเร็จในชีวิตนะ ผมสนุกกับการทำให้สาขามีเพิ่มมากขึ้นหลายๆ แห่ง มากกว่าจะทำให้ตัวเองมีคนเดียว เมื่อเรามีสาขาเยอะ มีลูกน้องเยอะ พลังเราก็เพิ่ม แต่เมื่อมีพลังเพิ่มเราไม่ไปรังแกใคร เราไปสร้างงานให้คนอื่น ทุกวันนี้ 7 ล้านคนต่อวัน ไม่ซ้ำหน้า เข้ามาใช้บริการเซเว่นฯ และต่อเดือนจะมีคนเข้า 20 ล้านคนนะครับ ซึ่งเราพอใจกับสิ่งที่เราทำมาก

อยากทราบว่า เวลามีวิกฤตต่างๆ เข้ามา คุณรับมืออย่างไร อะไรคือสัญชาตญาณแรก

ผมจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ลุกลามจนถึงขั้นวิกฤต ผมจะรับรู้ปัญหาของทีมทุกอาทิตย์ ปัญหาเล็กหรือกลางเกิดขึ้นแล้ว ก็แปลว่าต้องแก้ระบบการทำงาน แก้เล็กแก้น้อยก็ต้องแก้ มันจะไม่มีการหมักหมมจนกลายเป็นวิกฤตใหญ่ ซุนหวู่พูดเลยว่า ยอดผู้นำจะไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ที่โด่งดังคือจอมทัพและที่จอมทัพโด่งดังเพราะเขาสามารถพลิกสถานการณ์ที่ แย่หรือใกล้แพ้ให้กลายเป็นผู้ชนะ แล้วก็มีคนแซ่ซ้องชมเชย แต่นั่นคือผู้นำที่ไม่ดีนะ(หัวเราะ) ถึง ได้ปล่อยให้เหตุการณ์มันลุกลาม บานปลายจะตายอยู่แล้วถึงไปพลิกมัน ยอดคนที่เก่งจริงต้องไม่พากองทัพเข้าไปสู่จุดอับ ดังนั้นผู้บริหารที่ดีต้องไม่ปล่อยให้เกิดวิกฤตร้ายแรงในองค์กร เพราะนั่นแปลว่ามันเกิดจากปัญหาที่สะสมและหมักหมม การบริการงานที่ดีต้องคอยระวังคอยดู ปัญหามันต้องถูกแก้เป็นระยะๆ และผู้บริหารต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นองค์กรบ้าง ถ้าไม่รับรู้ วันหนึ่งก็จะเกิดปัญหาบานปลายเสียหายกันไปทั้งองค์กรเวลาเกิดปัญหาที่ผู้ บริโภคร้องเรียนสินค้าและไปออกสื่อก็เพราะแบบนี้ เพราะผู้บริหารไม่รับรู้ปัญหาตั้งแต่ต้น

แปลว่าธุรกิจหลายๆ อย่างที่ล้ม ถ้ามองกันจริงๆ มันแก้ได้ตั้งแต่ต้นเวลาใช่ไหม

ถูกต้อง อย่าไปคิดว่าผู้บริหารใหญ่ไม่ต้องรับรู้เรื่องจุกกิจ สุดท้ายก็ต้องรับกรรมไง เพราะผู้บริหารต้องดูแล วางระบบงานว่าถ้าเกิดปัญหานี้ใครจะดูแล ใครจะแก้ ถ้าระดับนี้แก้ไม่ได้ ต้องขึ้นมาอีกระดับช่วย เป็นต้น ถ้าคิดแค่ว่าผู้บริหารไม่ต้องทำอะไรคนอื่นแก้ไปก่อน หรือคิดว่าเรื่องแบบนี้มันน่าจะจบไปตั้งแต่ตรงนั้นแล้ว ไม่ควรมาถึงผม แล้วถามหน่อย ถ้าลูกน้องแก้ปัญหาให้หมด แล้วคุณทำอะไร? คุณก็เรียกประชุม เฮฮา กินกาแฟกันเหรอ การบริหารมันทำง่ายๆ แบบนี้เหรอ? ผู้บริหารมันคือหัวหน้าทีมการแก้ปัญหานะ มันคือหน้าที่ของคุณ แล้วก็ควรแก้ปัญหาตั้งแต่ยังน้อยๆให้หมดไปด้วย ไม่ใช่รอจนวิกฤต

แล้วพอพลิกฟื้นได้ก็เป็นฮีโร่

ฮีโร่แบบนี้แหละคือคนที่ทำให้องค์กรตกอยู่ในที่นั่งลำบาก



บทความนี้มาจาก CM. Go Club
http://cmgo.maklom.com

URL สำหรับบทความนี้คือ:
http://cmgo.maklom.com/modules/AMS/article.php?storyid=14